คู่มือการดูแลเสียง เมื่อมีอาการป่วยเป็นหวัดและเจ็บคอ - ร้องเพลงดอทคอม - สอนร้องเพลงสดและออนไลน์
วิธีการดูแลเสียงเมื่อมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจช่วงบน

วิธีการดูแลเสียงเมื่อมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจช่วงบน

คู่มือการดูแลเสียงในระหว่างที่ป่วยหรือเกิดการติดเชื้อในระบบหายใจช่วงบน

หวัดเกิดจากอะไร

อาการเป็น “หวัดธรรมดา” เป็นเรื่องที่ทุกคนเคยเจอ เป็นเรื่องที่ธรรมดาที่ต้องได้รับการดูแลเพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องของเสียงโดยตรง สาเหตุของการเกิดหวัดสามารถเกิดได้จากไว้รัส (ที่อาจจะแตกต่างชนิดกัน) ที่ทำให้เกิดอาการป่วยต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นคัดจมูก จาม น้ำมูกไหล เจ็บคอ ปวดหัว อาการล้า อาการไม่สบายตัว

สิ่งเหล่านี้คุณมองจะเรียกว่า Upper respiratory tract infections (URTIs) ซึ่งส่วนมากจะเกิดจากไวรัสเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาฆ่าเชื้อจำพวก Antibiotics

URTIs สามารถทำให้เกิดอาการป่วยได้ในระบบทางเดินหายใจทั้งหมด หรือทำให้ป่วยแค่บางส่วน แต่ถ้าอาการป่วยลงไปที่กล่องเสียงแล้วก็จะทำให้เสียงต่ำลง ขาดความก้องกังวาล บางคนก็เสียงแหบไปเลย ถ้าติดเชื้อไปที่ปอดด้วยก็จะทำให้เกิดอาการไอได้ด้วย

อาการป่วย URTIs จะกินเวลานานเท่าไร

ส่วนมากแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันในการฟักตัว จากนั้นอาการจะรุนแรงขึ้นและจะอยู่ในช่วงที่พีคประมาณ 2-3 วัน ก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวจากอาการป่วย

คนส่วนมากใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อฟื้นตัวจากอาการป่วย ถ้ามีเสมหะเป็นจำนวนมากก็จะทำให้อาการป่วยยิ่งหายช้า ส่วนอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นที่กล่องเสียง กล่องเสียงอักเสบ เสียงแหบ อาการบวมแดง สามารถเกิดขึ้นได้ฉับพลันภายใน 2-3 วัน และอาจจะต้องใช้เวลา 10-14 วัน ก่อนที่เสียงจะกลับมาปรกติ

สำหรับคนทั่วไป อาการหวัด อาจจะไม่ได้กวนใจมากสักเท่าไร เมื่อเทียบกับคนที่ต้องใช้เสียงเป็นอาชีพ เพราะนั่นจะทำให้กระทบงาน

และที่สำคัญ​ อาจจะทำให้กระทบถึงรายได้ที่จะหายไปด้วย

 

เพราะฉะนั้น เราทำอย่างไรดี?

การป้องกัน
เราสามารถที่จะลดโอกาสการป่วยได้โดยการ

1. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม
2. ใช้ผ้าทำความสะอาดที่มีสารฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ทำความสะอาดสิ่งของที่ใช้ร่วมกันกับผู้ป่วย
3. ไม่ใช้แก้ว ช้อน ส้อม และอุปกรณ์อื่นๆร่วมกันกับผู้ป่วย (หรือคนที่ไม่แน่ใจว่าป่วยหรือเปล่า)
4. หลีกเลี่ยงการจับและสัมผัสใบหน้า โดยเฉพาะ จมูก ปาก และตา โดยเฉพาะเมื่อท่านอยู่ในระหว่างการใช้บริการขนส่งสาธารณะ

 

ถ้าแน่ใจแล้วว่าป่วยแน่ๆ เราจะทำอย่างไรดี

1. รักษาอุณหภูมิของจมูกและคอให้อุ่นและชุ่มชื้นเสมอ การใช้น้ำเกลือล้างจมูกจะทำให้โพรงจมูกชุ่มชื้น และช่วยทำให้เสมหา และน้ำมูก อ่อนตัวลง เจือจางลงได้ ช่วยชำระล้างสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้
2. ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อทำให้เสมหะ และน้ำมูกไม่เหนียวข้นจนเกินไป เราสามารถสังเกตได้ว่าเราได้รับน้ำเพียงพอ ก็เมื่อปัสสาวะมีสีจางมาก จนถึงไม่มีสี
3. สูดดมไอน้ำ วิธีนี้ทำให้โพรงจมูกได้รับความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคือง ลดอาการบวมของเนื้อเยื่อภายในโพรงจมูก
4. ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศเมื่ออาศัยอยู่ในห้องแอร์ที่มีความแห้งมากๆ เพื่อลดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจท
5. ระวังการใช้ยาพ่นเพื่อลดอาการแน่นจมูก เพราะว่ายาจำพวกนี้มักมีผลข้างเคียงเมื่อใช้ในระยะยาว เพราะฉะนั้น ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรจะต้องทำตามคำแนะนำในสลากอย่างเคร่งครัด

 

อาการเจ็บคอ

1. การอมเม็ดอมที่ช่วยเรื่องอาการระคายคอ จะทำให้เราลดอาการระคายเคืองภายในลำคอได้ ระวังการอ้างสรรพคุณเกินจริง ความจริงแล้ว การกลืน(อะไรก็ตาม)อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นการกระตุ้นน้ำลายอัตโนมัติ ก็จะทำให้โล่ง สบายคอได้
2. การดื่มน้ำอุ่น น้ำผึ้ง น้ำผิ้ง+มะนาว ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายใดๆ และยังทำให้ร่างกายได้รับน้ำมากขึ้นด้วย
3. การกลั้วคอด้วยน้ำยาที่ผสมแอสไพรินจะช่วยทำให้อาการเจ็บคอลดลง แต่จะมีผลข้างเคียงทำให้เลือดหยุดไหลช้าลง เพราะฉะนั้นคนที่มีแผลเลือดออกไม่ควรจะได้รับยาแอสไพริน แต่ถ้าต้องการใช้ให้ปรึกษาแพทย์
4. กลั้วคอด้วยนำ้เกลือ ช่วยลดอาการเจ็บคอได้ และที่สำคัญไม่มีผลข้างเคียง สามารถทำร่วมกับการกินยาที่แพทย์สั่งได้
5. ยาพาราเซตามอล นอกจากจะช่วยลดอาการเจ็บคอแล้ว ยังช่วยลดอาการปวดหัว เมื่อยตัว และลดไข้ได้
6. ควรหลีกเลี่ยงยาลดอาการไอ เนื่องจากเสมหะที่ติดเชื้อควรจะได้ถูกขับออกมาให้มากที่สุด

อาการเสียงแหบ

บางครั้ง เสียงจะไม่ได้รับผลกระทบจากอาการป่วย URTIs แต่อาการบวมของโพรงจมูและคอก็สามารถลามไปถึงกล่องเสียงและเส้นเสียงได้ จึงทำให้เสียงเปลี่ยนไป สามารถสัเงกตอาการได้ดังนี้

1. เสียงพูดต่ำลง
2. Range เสียงในการร้องเพลงแคบลง
3. Onset ในการออกคำต่างๆจะมาช้าลง
4. มีอาการปลิ้นของเสียงในช่วงที่ปกติแล้วไม่ปลิ้น
5. เสียงแหบ เสียงรั่ว
6. ต้องเพิ่มแรงมากกว่าเดิมในการพูด หรือร้องเพลง

ถ้าเสียงแหบ ควรทำอย่างไร

1. ถ้าคุณเป็นผู้ใช้เสียงอาชีพ สิ่งที่ควรทำจริงๆแล้ว ควรจะยกเลิกงานทันที และเริ่มต้นการพักเสียงอย่างทันที เพราะใช้เสียงในขณะที่มีอาการเสียงแหบ เจ็บคอ คออักเสบ จะทำให้มีความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บที่มากขึ้น เพราะฉะนั้น อย่าเสี่ยง!!
2. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศที่ไม่สะอาด หรือเป็นพิษ หลึกเลี่ยงแอลกอฮอล์
3. พยายามอย่างไอ และจาม
4. สูดอมไอน้ำ ลดอาการอักเสบ ช่วยทำให้โพรงจมูกชุ่มชื้น ครั้งละ 10 นาที ประมาณ 3-4 ครั้งต่อวัน
5. พักผ่อนให้มากที่สุด ดื่มน้ำให้มาก ทานผักและผลไม้
6. ถ้ามีอาการกรดไหลย้อน ให้รักษาตามอาการ
7. เมื่อเสียงเริ่มกลับมาปรกติ ให้เริ่มใช้เสียงได้ แต่ใช้ในระยะสั้นๆ และพักหลังจากการใช้งาน การใช้แบบฝึกหัด SOVT (เป่าหลอด) ก็ช่วยได้ดี เพื่อทำให้เสียงค่อยๆกลับมาอย่างสุขภาพดี ดูวิธีการเป่าหลอดได้ที่นี่

https://www.youtube.com/watch?v=xuP_xu8wI-8

8. ถ้าเสียงยังไม่กลับมาปกติภายใน 3 อาทิตย์ ควรปรึกษาหมอที่มีความชำนาญด้านกล่องเสียงโดยเฉพาะ เพื่อให้ตรวจเช็คกล่องเสียงและเส้นเสียงอย่างละเอียด
9. ถ้ามีอาการไอแห้ง ให้รีบปรึกษาหมอ เพราะอาการไอแห้งมักไม่ใช่อาการที่สัมพันธ์กับ URTIs

อาการป่วย URTIs เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงให้เกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าเรารู้จักการป้องกันและการรักษาตัว ก็จะทำให้เราฟื้นตัวจากอาการป่วยได้เร็วขึ้น และยิ่งถ้าเรารู้วิธีการรักษาดูแลเสียงจากอาการป่วย URTIs ก็จะทำให้เรากลับมามีเสียงที่ปกติได้เร็วมากขึ้น

ขอบคุณความรู้ดีๆจาก British Voice Association